วันอาทิตย์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ค่ายนรกนาซี:บทที่ 1



เก้าสิบหกชีวิตบนรถด่วนมรณะ

เวรหรือกรรมใดไม่ทราบที่มาดลบันดาลให้ดิฉันทำอะไรผิดพลาดอย่างมหันต์ถึงขนาดนั้น  ดิฉันปฏิเสธไม่ได้เลยว่าตนเองไม่ได้มีส่วนร่วมในการทำลายชีวิตของบิดามารดาผู้บังเกิดเกล้าพร้อมกับบุตรชายอีกสองคนของตัวเองไป  ชาวโลกคงเข้าใจว่าดิฉันไม่ทราบ  แต่ความรู้สึกอันปวดร้าวในส่วนลึกมันย้ำเตือนอยู่ตลอดเวลาว่า  ดิฉันรู้เห็นเหตุการณ์ดีและก็น่าจะช่วยชีวิตของคนเหล่านี้เอาไว้ได้  แต่อนิจจา...

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1944  ภายหลังจากจอมเผด็จการฮิตเล่อร์สั่งบุกโปแลนด์ได้เกือบห้าปี  ตอนนั้นหน่วยตำรวจลับ เกสตาโป ของเยอรมันได้เข้าไปมีอิทธิพลทั่วทุกหนทุกแห่ง  ประเทศเยอรมันได้กลายเป็นประเทศมั่งคั่งร่ำรวยขึ้นมาอย่างรวดเร็ว  เพราะผลจากการแย่งชิงริบเอาทรัพย์สินมูลค่ามหาศาลไปจากชาวยุโรป  ขณะนั้นเยอรมันได้แผ่อิทธิพลเข้าไปครอบครองพื้นที่ยุโรปถึงสองในสาม

พวกเราอยู่ที่เมืองครูซ เมืองหลวงของแคว้นทรานซิลวาเนีย  ซึ่งในขณะนั้นมีประชากร 1 แสนคน เคยเป็นเมืองขึ้นของประเทศโรมาเนีย  แต่ตามข้อตกลงกรุงเวียนนา ปี ค.ศ. 1940 ได้เปลี่ยนมือไปเป็นเมืองขึ้นของประเทศฮังการี  ซึ่งเป็นหนึ่งในประดาประเทศ บริวารกลุ่มใหม่(New Order) ของประเทศเยอรมันนั่นเอง  ความจริงแล้วคนเยอรมันได้กลายเป็นนายเหนือหัวของประเทศบริวารเหล่านี้เสียมากกว่า  แม้ว่าสมัยนั้นไม่มีใครคิดว่ามันจะเป็นไปได้  แต่เรากลับมีความรู้สึกว่าความคาดหมายคงเป็นจริงในไม่ช้า  อย่างไรก็ตาม  เราก็พยายามเก็บความรู้สึกเกรงกลัวเอาไว้  ยังคงออกไปปฏิบัติงานประจำวันกันตามปกติ  โดยพยายามหลีกเลี่ยงการพบปะกับชาวเยอรมัน  เพราะเราทราบดีว่า  ไม่มีวันที่จะได้รับความเมตตาปรานีจากชาวเยอรมันผู้โหดเหี้ยม  ซึ่งก็ไม่เพียงแต่ผู้ชายเยอรมันเท่านั้น  แม้แต่ผู้หญิงก็มีลักษณะเหมือนๆกัน  ซึ่งเราเรียนรู้ในภายหลังว่า  มีความโหดเหี้ยมไม่แพ้ผู้ชาย  เพียงแต่ตอนนั้นยังไม่มีใครมาเล่าถึงความโหดเหี้ยมให้ได้ยินเท่านั้นเอง

สามีของดิฉันชื่อ ไมครอส  เลงเยล  เป็นทั้งเจ้าของและผู้อำนวยการโรงพยาบาลเอกชนชื่อ สถานพยาบาลหมอเลงเยล  ซึ่งลักษณะของโรงพยาบาลเป็นอาคารสองชั้นทันสมัย  ขนาดจุเตียงคนไข้ได้ 70 เตียง  เราสองคนได้สร้างกันมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1937 สามีของดิฉันเคยเรียนวิชาแพทย์ที่กรุงเบอร์ลินประเทศเยอรมัน  ขณะที่เรียนอยู่นั้น  ก็ได้ใช้เวลาส่วนใหญ่เปิดคลินิกรักษาคนป่วยเพื่อการกุศลด้วย  เขาเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านศัลยกรรมทั่วไปและนรีเวชศาสตร์  ชอบอุทิศตนให้กับวิชาชีพ  จนเป็นที่นับถือและรู้จักกันอย่างกว้างขวาง   แต่เขาก็ไม่ได้สนใจเรื่องการเมือง   แม้ว่าจะเข้าใจเป็นอย่างดีว่าเรากำลังตกอยู่ในห้วงชะตากรรมที่ต้องเผชิญกับมหาภัยรอบด้านที่จะต้องพยายามฟันฝ่าต่อสู้กับมันอยู่เสมอก็ตาม  แต่ในความเป็นจริงแล้ว  เขาแทบไม่มีว่างพอที่จะสนใจเหตุการณ์ภายนอกมากนัก  ทั้งนี้เพราะวันหนึ่งๆมีคนไข้ที่จะให้การดูแลรักษาถึง 120 ราย  ต้องขลุกอยู่ในห้องผ่าตัดตั้งแต่เช้าจนกระทั่งดึกดื่น  ขณะนั้นเมืองครูซเป็นเมืองที่กำลังเจริญรุ่งเรืองขึ้นเรื่อยๆ  ซึ่งเราต่างรู้สึกภาคภูมิใจมากที่ได้มีโอกาสดำเนินกิจการโรงพยาบาลที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองนี้

ส่วนตัวดิฉันเองนั้นก็ได้อุทิศตนเพื่อการรักษาพยาบาลอย่างเต็มที่  ดิฉันเคยศึกษาวิชาแพทย์ในมหาวิทยาลัยเมืองครูซมา  จึงมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเป็นศัลยแพทย์ผู้ช่วยมือหนึ่งของสามีได้  ซึ่งก็ได้ช่วยงานสารพัดในโรงพยาบาลมาตลอด  นับตั้งแต่มีส่วนในการออกแบบตกแต่งภายใน  ตลอดจนทำหน้าที่นัดหมายคนไข้ให้สามี  แม้ว่าจะมีอาชีพทำงานนอกบ้านอย่างไร  แต่มันก็ไม่เป็นส่งน่าภาคภูมิใจ  มากเท่ากับการมีครอบครัวเล็กที่แสนดี  เรามีบุตรชายด้วยกันสองคน  คนหนึ่งชื่อ โธมัส  อีกคนหนึ่งชื่อ อาร์วัด  ดิฉันเคยคิดว่าคงไม่มีใครมีความสุขเท่ากับเราอีกแล้ว  ในบ้านพักของเรามีบิดามารดาผู้บังเกิดเกล้ากับคุณปู่ของดิฉันมาอยู่ด้วย  สำหรับคุณปู่นั้นท่านชื่อ  ศาสตราจารย์ นายแพทย์เอลเฟอร์  อลาดาร์  ซึ่งเป็นแพทย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง  เคยทำงานวิจัยเกี่ยวกับโรคมะเร็งมาก่อน

ในช่วงปีแรกๆที่เกดสงคราม  เราอยู่กันอย่างสงบสุข  แต่เมื่อได้ทราบข่าวชัยชนะไม่มีสิ้นสุดของกองทหารนาซี  ก็ต่างรู้สึกตื่นตระหนก   เพราะเมื่อกองทหารอาสาสมัครไรค์ซีเวร์ของเยอรมันบุกยึดดินแดนต่างๆได้มากขึ้นๆ  ประดานายแพทย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งศัลยแพทย์เก่งที่ทำหน้าที่ให้บริการรักษาแก่พลเรือนก็มีจำนวนลดน้อยลงไปทุกที  ส่วนใหญ่ถูกเกณฑ์ให้ไปปฏิบัติหน้าที่ตามแนวรบ  สามีของดิฉันแม้ว่าตามปกติจะเป็นคนสุขุมเงียบขรึม  แต่ก็อดจะวิพากษ์วิจารณ์การกระทำอย่างไร้มนุษยธรรมของทหารเยอรมันในสมัยนั้นไม่ได้  แม้ว่าจะวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้กับคนใกล้ชิดเท่านั้นก็ตาม  แต่ในยามหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนั้น  เราไม่มีทางทราบได้เลยว่าใครเป็นใคร  ซึ่งบางทีคำวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าวอาจไปเข้าหูของทหารเยอรมันบ้างก็ได้  แต่ถึงอย่างไรก็ตาม  เจ้าหน้าที่เมืองครูซ  ก็ยังมี่ได้จัดการอะไรกับสามีของดฉัน  ยังคงปล่อยให้อยู่เป็นปกติสุขต่อไป

ในช่วงต้นฤดูหนาวปี ค.ศ. 1939  เราได้ทราบระแคะระคายถึงเรื่องราวที่เกดขึ้นในดินแดนที่พวกนาซีเข้ายึดครอง  เพราะในขณะนั้นเราได้จัดที่พักอาศัยให้แก่ผู้ลี้ภัยชาวโปแลนด์  ที่หลบหนีจากบ้านเกิดเมืองนอนมาภายหลังจากกองทัพโปแลนด์ถูกกองทัพนาซีปิดล้อม   ก็ได้ฟังคนเหล่านี้เล่าเรื่องราวต่าง เลยเกิดความเห็นอกเห็นใจอยากช่วยเหลือเขาในยามตกทุกข์ได้ยาก  แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่ถึงกับปักใจเชื่อทุกส่งทุกอย่างที่ได้ฟังมา  เพราะคดว่าพวกเขาอาจจะตีโพยตีพายพูดเกินความจริงไปก็ได้

ในปลายปี ค.ศ. 1943  ก็ได้ทราบข่าวอันน่าสะพรึงกลัวว่า  มีการสังหารหมู่ในค่ายกักกันเชลยในประเทศเยอรมัน  แต่อีกนั่นแหละก็ยังไม่เชื่อทันทีว่า  เรื่องราวอันน่าสะพรึงกลัวเช่นนั้นจะมีอยู่จริง  ซึ่งก็คงเหมือนกับท่านผู้อ่านที่กำลังติดตามเรื่องราวที่ดิฉันกำลังเล่าอยู่นี้   หลายท่านคงจะไม่ยอมเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง  ใช่ไหมคะ ? ในช่วงนั้นเราคงเห็นว่า  ประเทศเยอรมันเป็นชาติที่มีวัฒนธรรมสูงส่ง  กำลังเผยแพร่วัฒนธรรมอันสูงส่งนี้ออกไปสู่ประเทศต่างๆในโลก  หากเรื่องโหดเหี้ยมทารุณที่เล่าลือกันนั้นเป็นความจริงแล้ว  ก็คงเป็นการกระทำอันป่าเถื่อนของคนบ้าๆกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเพียงหยิบมือเดียว  มันคงไม่ใช่นโยบายระดับชาติของเยอรมันที่จะสั่งการให้ทำเช่นนั้น   เราเชื่อว่าประเทศเยอรมันคงไม่มีแผนครอบครองโลก  เห็นไหมคะว่า  ในช่วงนั้นเรามีความเข้าใจประเทศเยอรมันน้อยมากทีเดียว

นายทหารเยอรมันยศพันตรีคนหนึ่งจากกองทัพส่วนหน้าซึ่งเคยมาพักอยู่ที่บ้านเรา  ได้เล่าถึงงงงงความโหดร้ายทารุณที่ประเทศของเขากระทำต่อประเทศต่างๆในยุโรป  แต่ถึงกระนั้น  เราก็ยังไม่เชื่อว่าเป็นความจริง  ดิฉันกลับเข้าใจไปว่า   นายทหารมีการศึกษาสูงผู้นี้คงจะพยายามหลอกเราให้ตื่นตระหนกเล่นๆไปอย่างนั้นเอง  เราเลยพยายามที่จะแยกตัวไม่สุงสิงด้วย  จนกระทั่งเย็นวันหนึ่ง  เขาได้แจ้งความประสงค์ว่าต้องการจะปรึกษาหารืออะไรบางอย่างด้วย  ซึ่งอันที่จริงแล้วก็ต้องการจะพูดคุยกับเราเท่านั้นเอง  ซึ่งยิ่งพูดเขาก็ยิ่งแสดงความขมขื่นและอิดหนาระอาใจ   โดยเล่าว่าเมื่อได้รับคำสั่งให้ไปประจำการในประเทศใด  ก็สังเกตได้ว่า  ทั่วทุกหนทุกแห่งประชาชนของประเทศนั้นๆจะมองเขาด้วยดวงตาที่แสดงออกถึงความจงเกลียดจงชัง  แม้แต่สมาชิกในครอบครัวของเขาเองก็มักต่อว่าต่อขานว่า  ส่งของที่เขาคดโกงปล้นชิงได้แล้วส่งกลับไปให้ครอบครัวที่บ้านเยอรมันนั้นมันน้อยไป  ซึ่งแตกต่างจากทหารเยอรมันคนอื่นๆ  ไม่ว่าจะเป็นพลทหารหรือนายทหาร  ต่างก็ส่งของมีค่ากลับไปบ้านของตนมากมาย   ซึ่งมีทั้งทองคำ  เพชรพลอย   เสื้อผ้า  ศิลปวัตถุ  และอาหารแห้งต่างๆ

ดิฉันได้ฟังนายทหารผู้นี้เล่าให้ฟังถึงความอัดอั้นตันใจในตอนที่เขาสั่งทหารในบังคับบัญชาให้เดินไปตามถนน  ซึ่งสองข้างเต็มไปด้วยซากศพที่ถูกแขวนห้อยโตงเตงแลดูน่าเกลียดน่ากลัว  เขาได้เล่าต่อไปว่า  ทหารเยอรมันได้สร้างรถบรรทุกชนิดหนึ่งไว้สำหรับสังหารนักโทษด้วยก๊าซพิษ  ทั้งยังได้สร้างค่ายขนาดมหึมาไว้สังหารชนกลุ่มน้อย  ซึ่งมีจำนวนนับล้านๆคน


ต่อมาส่งที่เราพากันวิตกและหวาดผวาก็มาถึง  มันเป็นเหตุการณ์ซึ่งดิฉันมั่นใจว่าเป็นสิ่งเตือนภัยอย่างหนึ่ง  เหตุการณ์สำคัญนี้เกิดขึ้นในตอนต้นปี ค.ศ. 1944  คือ วันหนึ่ง  สามีของดิฉันถูกเชิญไปที่สถานีตำรวจ  โดยเจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสเป็นผู้ทำการสอบสวน  สามีถูกตั้งข้อหาว่าบอยคอตผลิตภัณฑ์ยาของเยอรมันในโรงพยาบาล

สมัยนั้น  มีผู้แทนของบริษัทไบเออร์เยอรมัน  ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนไม่น้อยที่เป็นสมาชิกลับของหน่วยสืบราชการเอสเอส  ได้เข้ามาอยู่ในทรานซิลวาเนีย   ซึ่งพวกนี้เข้ามาในรูปของผู้แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว  หรือไม่ก็มาเพื่อขยายกิจการค้าของบริษัทไบเออร์  คนพวกนี้ได้สร้างข่ายงานจารกรรมในด้านต่างๆ  ตอนนั้นข่าวลือแพร่สะพัดทั่วไปว่า  มีเอสเอสกลุ่มหนึ่งคอยติดตามความเคลื่อนไหวของชายคนหนึ่ง  เป็นเจ้าของโรงพยาบาลใหญ่แห่งหนึ่งในเมืองครูซ  โดยสงสัยว่าชายคนนี้เป็นศัตรูของประเทศเยอรมัน  ซึ่งบุคคลดังกล่าวนี้ไม่ใช่ใครที่ไหนก็คือสามีของดิฉันนี่เอง

นับว่าโชคยังเข้าข้างเราอยู่  ที่คุณหมอเลงเยลสามีของดิฉันสามารถให้ปากคำได้ดีพอสมควร  จึงได้รับการปล่อยตัวโดยไม่ถูกหน่วยเอสเอสเล่นงาน  เราเห็นพ้องต้องกันว่า  ที่สามีถูกสอบปากคำคราวนี้ก็เพราะมีคนคอยส่อเสียดและปรักปรำ  ซึ่งมั่นใจว่าคงจะเป็นคนงานกลุ่มหนึ่งที่เคยทำงานในโรงพยาบาลของเรานั่นเอง

เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เราต้องระมัดระวังตัวเพื่อเตรียมรับเหตุการณ์ครั้งต่อไปที่จะติดตามมา   แต่เราก็คาดการณ์ไม่ออกว่า  นายเหนือหัวชาวเยอรมันเหล่านั้นได้วางแผนอะไรไว้บ้าง   เขาได้วางกับดักเราเอาไว้หลายอย่างแต่ก็เหนื่อยเปล่า  เพราะเราไม่ได้หลงกลเข้าไปติดกับดักเหล่านั้นเลย


ในสัปดาห์แรกของเดือนพฤษภาคม ปี ค.ศ. 1944 คุณหมอเลงเยลได้รับหมายเรียกตัวไปที่สถานีตำรวจอีกครั้ง  ซึ่งดิฉันหวั่นใจตั้งแต่ตอนที่เขาเดินออกจากคลินิกแล้ว  เมื่อไม่เห็นเขากลับบ้าน  ก็ได้ไปถามข่าวคราวจากที่ต่างๆ  มันเหมือนความฝันจริงๆ  เพราะไปได้ข่าวมาว่า  สามีกำลังจะถูกเนรเทศไปอยู่ประเทศเยอรมันอย่างกะทันหัน


ดิฉันรู้สึกตกใจและวิตกกับข่าวนี้มาก  และในที่สุดก็ได้ข่าวเพิ่มเติมมาว่า  สามีจะถูกส่งไปเยอรมันพร้อมกับขบวนรถไฟเที่ยวที่จะออกเดินทางภายในหนึ่งชั่วโมงข้างหน้า

ดิฉันคิดอย่างไรหรือคะ ? สามีของดิฉันเป็นศัลยแพทย์มีชื่อเสียง  ในขณะนั้นในประเทศเยอรมันกำลังขาดแคลนแพทย์  ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่า  เขากำลังจะถูกส่งไปทำงานในโรงพยาบาลหรือคลินิกแห่งใดแห่งหนึ่งที่นั่น  เมื่อดิฉันถามเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบว่า  จะไปอยู่ที่ไหน  คำตอบที่ได้รับคือการยักไหล่ส่ายหน้า  แสดงว่าไม่มีใครสามารถล่วงรู้ได้  เมื่อถามต่อไปว่าทางการจะอนุญาตให้ดิฉันร่วมเดินทางไปกับสามีได้หรือไม่ ? เจ้าหน้าที่เอสเอสบอกว่าไม่ขัดข้อง  หากจะไปด้วยก็ไม่มีใครว่าอะไร  ที่จริงแล้วเจ้าหน้าที่เอสเอสบอกด้วยซ้ำไปว่ามันไม่มีอะไรที่ต้องน่ากลัว  พร้อมกันนั้นก็ได้กล่าวปลอบโยนและส่งเสริมให้ดิฉันเดินทางไปเยอรมันกับสามีด้วยซ้ำไป

ดิฉันได้ตัดสินใจอย่างฉับพลันที่จะร่วมเดินทางไปกับสามี  ถึงแม้ว่าจะต้องเผชิญกับความยากลำบากนานัปการและแม้ว่าชีวิตที่เคยสะดวกสบายอาจจะต้องส้นสุดลงก็ตามที   การที่จะต้องพลัดพรากจากกันนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่เลวร้ายย่งกว่าความลำบากที่รอคอยอยู่ข้างหน้า  สงครามจะดำเนินต่อไปอีกนานสักกี่เดือนหรือกี่ปีก็ไม่มีใครทราบได้  และแนวรบก็คงจะเคลื่อนไกลออกไปเรื่อยๆ  ซึ่งหากแยกกันอยู่ เราคงต้องตัดขาดจากกันชั่วนิจนิรันดร์  การเดินทางไปด้วยกันนั้นอย่างน้อยก็จะทำให้ทราบชะตากรรมร่วมกัน  เพราะอดีตที่ผ่านมาของเราเต็มไปด้วยความรักและความอบอุ่น  ซึ่งดิฉันได้อยู่เคียงข้างสามีตลอด  ดังนั้นในอนาคตดิฉันจึงน่าจะต้องปฏิบัติเช่นเดียวกัน


ดิฉันตัดสนใจเช่นนี้ทั้งๆที่ยังไม่รู้ชะตากรรมในอนาคตว่าจะเป็นเช่นไร  แต่ก่อนที่ชั่วโมงอันระทึกใจนั้นจะผ่านพ้นไป  ดิฉันได้กลับไปบ้านเพื่อบอกข่าวร้ายที่จะต้องจากไปนี้แก่บิดามารดาบังเกิดเกล้ากับลูกๆสองคนของดฉัน

บดามารดาของดิฉัน  ได้พยายามคัดค้านไม่ให้ดิฉันเดินทางไปกับสามี  คดดูให้ดีนะลูก  บิดาซึ่งอดีตเคยเป็นผู้อำนวยการเหมืองถ่านหินทรานซิลวาเนียให้เหตุผล หากสามีของลูกถูกเกณฑ์ให้ไปเป็นทหารอยู่ในกองทัพ  ลูกคงติดตามไปอยู่กับเขาไม่ได้หรอกนะ

ดิฉันยังยืนยันเป็นกระต่ายขาเดียวว่าจะต้องไปให้ได้  พราะอย่างน้อยที่สุดก็ได้รับคำมั่นสัญญาจากนายทหารเยอรมันแล้วไม่ใช่หรือว่าจะไม่มีอันตรายใดๆ  ในการติดตามสามีไปในครั้งนี้   เราไม่มีเวลาถกเถียงกันต่อไปอีกแล้ว  เวลาหนึ่งชั่วโมงกำลังใกล้หมดอยู่รอมร่อ  บิดามารดาเมื่อเห็นว่าไม่สามารถทำให้ดิฉันเปลี่ยนใจได้  ท่านเลยตัดสินใจร่วมเดินทางไปกับเราด้วย  แน่นอนเหลือเกินเราไม่สามารถทิ้งลูกสองคนไว้ได้  เขาจำเป็นต้องเดินทางไปพร้อมกับเราด้วย  เรารีบเก็บสิ่งของมีค่าบางชิ้น รวมทั้งสิ่งของจำเป็นสำหรับการเดินทางลงกระเป๋า  รีบจับแท็กซี่เพื่อไปสมทบกับสามี  ซึ่งขณะนั้นถูกคุมตัวอยู่ในคุกชั่วคราว

เราไม่รู้ตัวเลยว่าถูกหลอก  จนกระทั่งเมื่อไปยืนรวมกันอยู่ที่ชานชาลาสถานีรถไฟนั่นแหละ  จึงได้เห็นเพื่อนบ้านและญาติมิตรของเราก็ไปรวมกันอยู่ที่นั่นด้วย   ผู้ชายคนอื่นๆอีกเป็นจำนวนมากถูกจับเหมือนกับที่เขาจับสามีของดิฉัน  และครอบครัวก็ถูกชักชวนให้ร่วมเดินทางไปด้วย   แต่ในขณะนั้นยังไม่มีใครนึกอะไรมากนัก  ขณะที่เกิดความสงสัยแปลกใจสมองหนักอึ้งมืดแปดด้านไม่ทราบว่าจะหันหน้าไปถามใครอยู่นั้น  ทันใดนั้นเองเราเห็นทั่วบริเวณสถานีรถไฟมีทหารหลายร้อยคนถือปืนรายล้อมอยู่อย่างหนาแน่น  สายไปเสียแล้วสำหรับใครที่คิดเปลี่ยนใจเดินทางกลับบ้าน  เราต่างจับมือกันแน่นพยายามสงบสติอารมณ์เพื่อไม่ให้พวกเด็กๆเกิดความหวาดกลัว

เราได้พบกับภาพที่เกิดขึ้นราวับภาพในฝันร้าย   ที่ชานชาลามีรถไฟขบวนยาวเหยียดจอดรออยู่  มันไม่ใช่รถไฟโดยสารแบบที่เคยเห็นกันทั่วไป  แต่มันเป็นรถไฟที่ใช้บรรทุกสัตว์  ซึ่งแต่ละตู้แออัดยัดเยียดไปด้วยผู้คนที่ถูกเนรเทศมา  เสียงตะโกนโหวกเหวกและเสียงร้องไห้ด้วยความหวาดกลัวของพวกเขา  ทำให้เรารู้สึกใจหายและตื่นเต้นตกใจยิ่ง  แต่ละตู้มีป้ายบ่งบอกว่ามาจากที่ต่างๆทั้งจากประเทศฮังการี  ยูโกสลาเวีย  และโรมาเนีย  แต่ไม่มีใครทราบว่ารถไฟขบวนนี้เริ่มเดินทางจากประเทศใด และจะไปสิ้นสุดที่จุดหมายปลายทาง ณ ที่ใด

ครั้นวาระของเรามาถึง  เราก็สุดที่จะดื้อดึงขัดขืนได้  พวกทหารได้เข้ามาผลักให้ขึ้นรถไฟ  ในช่วงนี้เราดูไม่ผิดอะไรกับแพะหรือแกะ  ที่ถูกบีบบังคับให้ปีนขึ้นไปในตู้บรรทุกสัตว์ที่ยังว่างอยู่  เมื่อเข้าไปอยู่ในตู้รถไฟแล้ว  เราก็ได้แต่เพียงพยายามที่จะอยู่ด้วยกันอย่างสงบ  ทันทีที่ประตูรถไฟถูกกระแทกปิดเสียงดังโครมคราม  ดิฉันจำไม่ได้ว่าเราร้องไห้หรือตะโกนกันแน่  แล้วรถไฟก็เคลื่อนขบวนออกจากสถานีทันที

เก้าสิบหาชีวิตที่ถูกอัดเข้าไปในตู้รถไฟตู้นี้  ซึ่งจำนวนหนึ่งเป็นเด็ก  ต่างก็ห่อตัวเบียดเสียดกันจนไม่มีที่ว่าง  เก้าสิบหกชีวิตรวมทั้งผู้ใหญ่ชายหญิงและเด็กๆแออัดกันอยู่ในตู้รถไฟ ที่เดิมใช้สำหรับบรรทุกม้าเพียงแปดตัวเท่านั้น  ก็ดูไม่เลวเกินไปใช่ไหมคะ?

ในตู้รถไฟแออัดมากถึงขนาดพวกเราจำนวนครึ่งหนึ่งไม่มีที่พอจะนั่ง  มันแสนจะทรมานอะไรอย่างนั้น  ดิฉันสามีและลูกชายคนโตต้องยืนพิงกัน  เพื่อให้มีที่ว่างสำหรับให้บิดาดิฉันนั่ง  บิดาของดิฉันจำเป็นต้องพักผ่อนให้มากๆ เพราะท่านเพิ่งได้รับการผ่าตัดใหญ่ก่อนหน้านี้ไม่นานนัก

ชั่วโมงแรกๆผ่านไปโดยไม่มีปัญหา  แต่พอชั่วโมงที่สองกำลังจะผ่านไป  เราก็เริ่มรู้ว่า  ความเป็นอยู่อย่างง่ายๆนี้มีปัญหาแทรกซ้อนขึ้นมาเสียแล้ว  เนื่องจากตู้รถไฟขบวนนี้ไม่มีห้องน้ำ  แต่ก็ยังโชคดีหน่อยที่แม่ลูกอ่อนหลายคนเห็นการณ์ไกลต่างได้นำกระโถนเด็กติดตัวมาด้วย  ปัญหาเรื่องการเข้าห้องน้ำจึงพอแก้ไขไปได้  โดยใช้ผ้าห่มมาถึงเป็นม่านบังตากั้นไว้ที่มุมตู้รถไฟ  ปัสสาวะลงในกระโถนถ่ายของพวกเด็กๆแล้ว  ก็นำไปเททิ้งทางหน้าต่างบานเล็กๆ ซึ่งมีอยู่ในตู้รถไฟเพียงบานเดียว  แต่ก็ไม่มีน้ำที่จะนำมาล้างกระโถน  เราได้ร้องเรียกให้คนหาน้ำมาให้  แต่ก็ไม่มีใครนำมา  รถไฟยังคงแล่นต่อไปโดยมุ่งหน้าไปยังทิศทางที่เราต่างก็ไม่ทราบจุดหมายปลายทางที่แท้จริง


.ในขณะที่การเดินทางยังดำเนินต่อไปอย่างไม่มีแววว่าจะส้นสุดนั้น   ขบวนรถไฟมรณะโคลงเคลงไปตามแรงสั่นสะเมือนอยู่แทบไม่ขาดระยะ   ส่วนทางด้านธรรมชาติก็ช่างโหดร้ายไม่เป็นใจช่วยเหลือเอาเสียเลย  แสงอาทิตย์ในฤดูร้อนแผดเผาจนฝาเหล็กตู้รถไฟร้อนระอุ  กระทั่งอากาศข้างในอุดอู้แทบจะหายใจไม่ออก  ภายในตู้ก็แทบจะมืดมิด  เพราะแสงสว่างข้างนอกสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างบานเล็กๆเท่านั้น  ไม่พอที่จะทำให้ภายในตู้สว่างได้เท่าที่ควร  ต้องทนอึดอัดอยู่นานกว่าจะเกิดความรู้สึกชิน


ผู้ร่วมชะตากรรมที่เดินทางไปกับเราครั้งนี้  ส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลางและชนชั้นสูง  ล้วนมีตำแหน่งหน้าที่การงานดีๆด้วยกันทั้งนั้น  หลายคนเป็นนายแพทย์  เป็นวิศวกร  เป็นสถาปนิก  เป็นนักวิทยาศาสตร์  ส่วนคนอื่นๆก็ล้วนมีอาชีพเป็นหลักเป็นฐานทั้งนั้น  ซึ่งต่างก็พาสมาชกครอบครัวร่วมเดินทางมาด้วย  ในตอนแรกๆแม้ว่าเราจะประสบชะตากรรมอันเลวร้าย  แต่ทุกคนก็พยายามเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน  แต่ครั้นเวลาล่วงเลยไปอีกหลายชั่วโมง  บรรดาผู้ดีแปดสาแหรกหลายกลุ่มก็วาดลวดลายออกมา  โดยครั้งแรกก็กระทบกระทั่งกันเล็กๆน้อยๆแต่ต่อมาได้กลายเป็นเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันอย่างรุนแรง  ด้วยเหตุนี้บรรยากาศในตู้รถไฟจึงได้เริ่มเลวร้ายมากขึ้นตามลำดับ

พวกเด็กๆร้องไห้กันกระจองอแง  คนป่วยก็ครวญครางกันเอ็ดอึง   ส่วนคนชราก็พากันบ่นจู้จี้  แม้แต่คนสุขภาพดีอย่างดิฉันก็เริ่มรู้สึกอึดอัด   พาลหงุดหงิดอยู่บ่อยๆ  การเดินทางครั้งนี้นับว่าเป็นการเดินทางที่แสนหฤโหด  น่าสลดใจอย่างแทบไม่น่าเชื่อ  สภาพการณ์เช่นเดียวกันนี้คงจะมีอยู่ทั่วทุกตู้ของรถไฟขบวนนี้  และก็น่าจะมีในขบวนรถไฟอื่นๆอีกหลายขบวนที่เดินทางจากทั่วทุกมุมของยุโรปด้วย   ไม่ว่าจะเป็นรถไฟจากฝรั่งเศส  อิตาลี  เบลเยี่ยม  ฮอลแลนด์  โปแลนด์  ยูเครน  ประเทศต่างๆในแถบทะเลบอลติก(ลัตเวีย,ลิทัวนีย,เอสโตเนีย,ฟินแลนด์)  และจากคาบสมุทรบอลข่าน(ยูโกสลาเวีย,โรมาเนีย, อัลเบเนีย,กรีซ,ตุรกี)ซึ่งแต่ละขบวนต่างก็เดินทางมุ่งหน้าไปยังจุดหมายปลายทาง  ซึ่งเป็นดินแดนที่ไร้มนุษยธรรมแห่งเดียวกัน  เราไม่มีโอกาสรู้เห็นปัญหาของคนเหล่านั้น  ได้รู้ก็แต่เพียงปัญหาที่เรากำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้เท่านั้น

ในไม่ช้าสถานการณ์ก็เลวร้ายลงจนสุดที่จะทนทานได้  ทั้งผู้หญิงผู้ชายและเด็กต่างก็ดิ้นรนเพื่อหาที่นั่งที่นอนกันอย่างชุลมุน  จนแลดูสับสนอลหม่านราวกับเป็นห้องขังของคนวิกลจริต

แต่ในที่สุด  ทุกคนก็ค่อยๆมีอารมณ์เยือกเย็นลง  เนื่องจากความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าและอ่อนเพลีย  ความสงบเรียบร้อยจึงได้กลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง   ดิฉันกับนายแพทย์อีกคนได้รับเลือกให้เป็นเป็นหัวหน้ากลุ่ม  ซึ่งต้องรับหน้าที่หนักมาก  คือมีหน้าที่ในการควบคุมและรักษาระเบียบวินัยรวมทั้งสุขศาสตร์ขั้นพื้นฐาน  ดูแลรักษาคนป่วย  ช่วยระงับสตอารมณ์ของคนคุ้มคลั่ง   ช่วยควบคุมผู้ที่บ้าคลั่งอย่างรุนแรง  ที่สำคัญที่สุด  ต้องมีหน้าที่รักษาขวัญและกำลังใจในหมู่พวกเรา   ซึ่งเป็นภาระมอบหมายที่แทบจะทำไม่ได้  เพราะแม้แต่เราสองคนเองก็แทบจะถึงจุดส้นหวังอยู่เหมือนกัน


เราสามารถแก้ปัญหาได้ร้อยแปด  แต่ปัญหาหนักที่สุดคือเรื่องอาหาร  เพราะทหารเยอรมันที่ควบคุมมาไม่ให้อาหารอะไรแก่เราเลย  ส่วนอาหารที่เรานำติดตัวมาก็เริ่มร่อยหรอลงไปเรื่อยๆ  เพราะมันเป็นวันที่สามของการเดินทางเข้าไปแล้ว  ดิฉันรู้สึกอึดอัดใจมาก  ได้แต่รำพึงว่า  ผ่านพ้นไปสามวันแล้วหรือนี่ ? ต้องเดินทางรอนแรมต่อไปอีกสักกี่วัน ?  เรากำลังจะไปไหนกัน ?


ที่เลวร้ายยิ่งไปกว่านั้นก็คือ  เราหลายคนพากันกักตุนอาหาร  ไม่ยอมแบ่งปันให้คนอื่น   เพราะต่างมีความเชื่อว่า ตนจะถูกใช้ให้ทำงานเมื่อไปถึงจุดหมายปลายทางแล้ว  จึงจำเป็นที่จะต้องมีอาหารเผื่อไว้  หากอาหารที่จะได้รับแจกประจำวันไม่เพียงพอ   ดิฉันสังเกตเห็นว่า  สุขภาพพลานามัยของตนปกติได้เริ่มเสื่อมโทรมลงเรื่อยๆ  ยิ่งผู้ที่อ่อนแออยู่ก่อนเมื่อตอนเริ่มออกเดินทางก็ยิ่งอ่อนแอและป่วยหนักยิ่งขึ้น  ส่วนผู้ที่แข็งแรงมาแต่เดิมก็เริ่มอ่อนแอและเจ็บไข้ได้ป่วยไปตามๆกัน


หัวหน้าหน่วยเอสเอสที่คุมขบวนรถไฟนี้มา  ได้มาปรากฏตัวที่หน้าต่างของตู้รถ  แสดงกริยากักขฬะออกคำสั่ง
ถอดนาฬิกาข้อมือของพวกแกมาให้ข้าสามสิบเรือนเดี๋ยวนี้  ถ้าไม่ยอมถอดพวกแกตาย
เขามาเก็บ ภาษี  ตามแบบฉบับของเยอรมันเป็นครั้งแรก  ซึ่งเราจำต้องมอบสิ่งของมีค่าให้จนเป็นที่พอใจ  โธมัส  ลูกชายของดิฉันก็ยอมถอดนาฬิกาข้อมือให้กับเข้าด้วย  นาฬิกาเรือนนี้เรามอบให้เป็นของขวัญมื่อครั้งที่แกสอบไล่ได้ประถมปีที่สาม


ปากกาหมึกซึมและกระเป๋าเดินทางของพวกแกด้วย
นั้นคือการเก็บ ภาษี ครั้งต่อมา

ถอดเครื่องประดับทองหยองของพวกแกมาด้วย  แล้วข้าจะหาน้ำดื่มให้พวกแกหนึ่งถัง

ลองคิดดูซิคะ  น้ำหนึ่งถังต่อจำนวนคน 96 คน และในจำนวนนี้เป็นเด็กเล็กๆเสีย 30 คน  ซึ่งก็หมายความว่าแต่ละคนจะได้ดื่มน้ำกันเพียงคนละไม่กี่หยด  และเป็นการดื่มครั้งแรกในช่วงเวลา 24 ชั่วโมงของวันนี้ด้วย

ขอน้ำๆ  คนป่วยร้องระงมเมื่อถังน้ำถูกหย่อนลงมาจากหน้าต่าง

ดิฉันมองไปทางโธมัสลูกชายคนเล็ก  เห็นกำลังจ้องมองไปที่ถังน้ำ  ริมฝีปากแห้งผาก  แกหันกลับมามองตาดิฉัน  ซึ่งคงจะทราบว่าทุกคนต่างต้องการน้ำด้วยกันทั้งนั้น  ดิฉันเห็นลูกกลืนน้ำลายแต่ไม่ยอมขอ  และไม่มีใครแบ่งให้  เพราะมีคนกระหายต้องการดื่มยิ่งไปกว่าแก  ดิฉันรู้สึกสงสารลูกอย่างจับใจจนน้ำตาซึม  แต่ก็มีความภูมิใจที่ลูกมีความอดทนเป็นเลิศ

ถึงตอนนี้  เรามีคนป่วยในตู้รถไฟเพิ่มขึ้น  สองคนป่วยเป็นโรคกระเพาะ  อีกสองคนเป็นโรคผิวหนัง  และอีกหลายคนเป็นโรคบิด

เด็กเล็กๆ 3 คนที่นอนอยู่ใกล้ประตูตัวร้อนนอนซมเพราะพิษไข้  นายแพทย์คนหนึ่งเข้าไปตรวจอาการ  แล้วถอดกรูดออกมาด้วยอาการตื่นตระหนก   เพราะเด็กทั้งสามคนเป็นไข้อีดำอีแดง  ซึ่งเป็นโรคติดต่อร้ายแรงชนิดหนึ่ง

ดิฉันได้ยินแล้วรู้สึกขนลุก  เพราะในสถานที่คับแคบอับๆปิดตายอย่างในตู้รถไฟเช่นนี้  มีทางที่ทุกคนจะติดเชื้อไข้อีดำอีแดงนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น

แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะแยกเด็กทั้งสามคนออกไปอยู่ที่อื่น  วิธีที่พอจะยับยั้งการแพร่กระจายของโรคที่สามารถทำได้มีวิธีเดียวเท่านั้น  คือให้ผู้ที่อยู่ใกล้ๆนอนหันหลังให้เด็กทั้งสามคนนั้น

ตอนแรกๆทุกคนก็พยายามที่จะอยู่ห่างจากคนป่วย  เพื่อหลีกเลี่ยงการติดเชื้อ  แต่เมื่อผ่านไปหลายวัน  ก็ไม่สนใจอันตรายที่จะเกิดจากโรคนั้นอีกต่อไป

วันต่อมา  คฤหบดีชั้นนำจากเมืองครูซคนหนึ่งได้เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจวาย  บุตรชายซึ่งเป็นแพทย์เข้าไปนั่งคุกเข่าอยู่ข้างๆบิดาตลอดเวลา   แต่เมื่อขาดยารักษาโรคและเครื่องมือแพทย์ที่ดีพอ  นายแพทย์ผู้นั้นก็ทำอะไรไม่ได้  ได้แต่นั่งมองดูบิดาตายไปต่อหน้าต่อตา  ขณะที่รถไฟกำลังแล่นไปอย่างไม่หยุดยั้ง

เขาได้แสดงออกถึงการมีกตัญญุตาธรรม โดยการพึมพำกล่าวนำบทสวดส่งวิญญาณศพให้แก่บิดา  ด้วยความโศกเศร้าน้ำตาคลอเบ้า  อีกหลายคนก็พากันประสานเสียงสวดมนต์ด้วยความเต็มใจ  มันเป็นภาพชวนสังเวชใจที่สุด  จนดิฉันก็ร้องไห้ตามไปด้วย


เมื่อรถไฟจอดที่สถานีถัดไป  ประตูถูกเปิดออกพร้อมกับมีทหารเยอรมันคนหนึ่งก้าวขึ้นมาบนตู้รถไฟ  บุตรของชายผู้วายชนม์ร้องบอกทหารคนนั้นว่า
มีศพคนตายอยู่ในตู้นี้  เป็นศพคุณพ่อของผมเอง

เก็บศพของพวกแกไว้เถอะ  ทหารเยอรมันอีกคนหนึ่งหันกลับมาตะโกนบอกด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม
อีกหน่อยพวกแกจะมีศพให้เก็บเพิ่มขึ้น

เรารู้สึกสะเทือนใจกับการกระทำของทหารเยอรมัน  ผู้ใจไม้ไส้ระกำคนนี้  ก็ได้แต่คิดว่า   เมื่อถึงตอนที่มีศพคนตายเพิ่มขึ้นมากๆ เราคงเกิดความชาชินกับความใจร้ายของคนเยอรมันไปเอง

สิ้นสุดกันที  ชายคนหนึ่งพูดออกมาด้วยสีหน้าหมดอาลัยตายอยาก  ในขณะที่ปิดเปลือกตาของภรรยาสุดที่รักซึ่งเพิ่งจากไปอย่างไม่มีวันกลับ

ตายละสิ  เราจะต้องเดินทางต่อไปอีกนานเท่าใดนะ  คุณแม่คนหนึ่งร้องไห้ฟูมฟาย  ขณะก้มตัวลงไปโอบกอดบุตรสาววัย 18 ปี  ซึ่งกำลังป่วยหนักอาการร่อแร่น่าวิตก  วันนั้นเป็นวันที่ 5 หรือวันที่ 6 ของการเดินทาง  ดิฉันจำไม่ได้เสียแล้ว

ตู้รถไฟบรรทุกสัตว์  ได้กลายสภาพเป็นโรงฆ่าสัตว์ไปโดยปริยาย  มีการสวดส่งวิญญาณศพบ่อยครั้ง  ท่ามกลางบรรยากาศเศร้าสลดวังเวง  พวกทหารหน่วยเอสเอสของเยอรมัน  ไม่ยอมให้ฝังหรือเคลื่อนย้ายศพโดยเด็ดขาด  เราจำต้องทนอยู่กับซากศพเหล่านั้นโดยไม่มีทางหลีกเลี่ยง  ผู้ที่ร่วมเดินทางอยู่ในตู้รถไฟนี้จึงมีทั้งคนตาย  คนป่วยโรคติดต่อ  คนที่ระทมทุกข์เพราะโรคภัยไข้เจ็บคุกคาม  คนกระหายน้ำ  คนอดอาหาร  และคนบ้า

ในวันที่ 7  เพื่อนของดฉันคนหนึ่งชื่อออลลี  ได้พยายามฆ่าตัวตายด้วยการดื่มยาพิษ  ออลลีเดินทางมาพร้อมกับบุตรสองคนและบิดามารดา  แต่เดิมเธออยู่ที่กรุงเวียนนาแต่ได้ลี้ภัยมาอยู่กับสามีที่เมืองครูซ  สามีมีอาชีพเป็นแพทย์เช่นกัน  คนครอบครัวนี้ต่างอ้อนวอนขอให้นายแพทย์เลงเยลสามีของดิฉันช่วยชีวิตของเธอ

ในขั้นต้น  สามีของดิฉัน  จำเป็นต้องล้างท้องให้ออลลี  ซึ่งจะทำได้ก็ต้องมีสายยาง  แต่โชคดีอยู่หน่อยที่บิดาของดิฉันมีเครื่องสวนปัสสาวะติดตัวใช้เป็นประจำตั้งแต่เข้ารับการผ่าตัด  ซึ่งเครื่องสวนปัสสาวะนี้ใช้อุปกรณ์สายยางด้วย  สามีของดิฉันจึงได้เตรียมการที่จะใช้มันล้างท้องให้  ทั้งๆที่ไม่มีเครื่องมือทางการแพทย์อย่างอื่นๆ  และก็ไม่มีแสงสว่างเพียงพอ  ปัญหาเรื่องสายยางหมดไป  แต่ปัญหาที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ  จะหาน้ำมาจากที่ไหน ?

ที่จริงที่ก้นกระติกและขวดน้ำของบางคนยังมีน้ำที่กักตุนเอาไว้  แต่ก็ไม่มีใครยอมให้ง่ายๆ  ต้องได้ใช้วิธีการทั้งปลอบและทั้งขู่  กว่าคนเหล่านั้นจะยอมช่วยกันเจียดน้ำให้

แม้จะเป็นไปด้วยความขลุกขลักทุลักทุเลสิ้นดี  แต่การล้างท้องก็ประสบผลสำเร็จ  สามารถช่วยชีวิตออลลีไว้ได้ชั่วขณะหนึ่ง  แต่ในวันต่อมาเธอได้เสียชีวิตไปอย่างน่าเวทนายิ่ง

ตลอดระยะเวลาระหว่างการเดินทาง  ดิฉันได้พยายามทำใจว่า  ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นภายในตู้รถไฟนั้น  มันไม่ใช่เรื่องจริง  ไม่ว่าจะเป็นคนตาย  คนป่วยหนัก  กลิ่นเหม็นชวนสะอิดสะเอียน  และภาพอันน่าสยดสยองต่างๆ  และเพื่อที่จะให้ลืมภาพเหล่านี้  จึงได้ขึ้นไปยืนบนกองกระเป๋าเดินทางโผล่หน้าออกไปทางหน้าต่าง  ทอดสายตามองทัศนียภาพอันสวยสดงดงามในย่านชนบทของเมืองทาทรัส

สองข้างทางรถไฟเต็มไปด้วยป่าสน  บางแห่งเป็นทุ่งหญ้าเขียวขจี   บางแห่งเป็นทุ่งหญ้าสำหรับเลี้ยงสัตว์  บางแห่งก็มีบ้านหลังเล็กๆสวยงามปลูกเรียงรายอยู่สองข้างทางที่ผ่านไป  ภาพความงดงามตามธรรมชาติก็ช่วยให้ลืมความเป็นจริงที่เกิดขึ้นภายในตู้รถไฟไปได้บ้าง

บางครั้งเมื่อรถไฟขบวนของเราผ่านสถานีที่มีขบวนรถไฟบรรทุกทหารและพยาบาลเป็นจำนวนมากจอดอยู่   พวกทหารเยอรมันได้แสดงกริยาอาการหยิ่งยโสโอหังวางอำนาจ  พวกเขาจะดื่มเหล้ากันไม่ว่าจะรบแพ้หรือชนะ  ไม่ว่าจะเป็นทหารดีๆหรือทหารบาดเจ็บ  ต่างก็แสดงกิริยาอาการดูถูกเหยียดหยามพวกเรา  ซึ่งถูกเนรเทศขังอยู่ในตู้รถไฟบรรทุกสัตว์มา  เราหลายคนเคยได้ยินวาจาก้าวร้าวดูหมิ่นเช่นนั้นมาด้วยหูของตนเองจริงๆ  ดิฉันเคยถามตัวเองว่า  ทำไมนะคนในเครื่องแบบสีเขียวเหล่านั้นจึงพกไว้แต่ความโหดเหี้ยมและความจงเกลียดจงชังผิดมนุษย์ธรรมดาสามัญ  ตลอดเวลาดิฉันไม่เคยเห็นพวกเขาแสดงความเห็นอกเห็นใจและความเมตตาปรานีต่อผู้อื่นเลย


ในที่สุด  หลังจากเดินทางรอนแรมมาครบเจ็ดวันเจ็ดคืน  รถไฟมฤตยูขบวนนี้ก็นำเรามาถึงจุดหมายปลายทางแห่งหนึ่ง   แต่ที่นี่คือที่ไหน ? เป็นเมืองหรือเป็นป่า ?  เขาจะจัดการกับเราอย่างไร? เหล่านี้คือคำถามที่ทุกคนกำลังหาคำตอบอยู่  ด้วยความตื่นเต้นและหวาดวิตก.

วันพุธที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ค่ายเบอร์เคเนา(Birkenau)

ค่ายเบอร์เคเนา(Birkenau) หรือค่ายเอาชวิตซ์ 2 (Auschwitz II) ศูนย์สังหารแห่งเมือง Brzezinka ประเทศโปแลนด์



บริเวณที่ตั้งของค่ายอยู่ห่างจากค่ายเอาชวิตซ์ 1 ประมาณ 3 กิโลเมตร(หรือประมาณ 3 ไมล์) ตั้งอยู่ในพื้นที่ราบลุ่มที่เป็นบึงในหมู่บ้านเกษตรกรรมของชาวโปแลนด์เมือง Brzezinka เป็นค่ายกักกันที่ใหญ่โตมาก กินเนื้อที่กว่า 425 เอเคอร์ มีอาคารน้อยใหญ่อยู่มากถึง 300 ในจำนวนนั้นเป็นอาคารโครงสร้างทำด้วยอิฐ 45 หลัง อีก 22 หลังมีโครงสร้างทำด้วยไม้ ปัจจุบันยังมีสภาพยังดีอยู่ ภายในมีรั้วกั้นแบ่งออกเป็นค่ายเล็กๆอีกหลายค่าย จำนวนนักโทษทั้งหมดมีมากถึง 100,000 คนในปี ค.ศ. 1944 นักโทษราว 1.6 ล้านคน(ซึ่ง 90 %เป็นคนยิว) ถูกสังหารและถูกฝังร่างไว้ที่ค่ายเบอร์เคเนาแห่งนี้

ตึกบัญชาการค่าย

ตึกบัญชาการค่าย ถ่ายจากด้านนอกเข้าไป

รางรถไฟที่นำเหยื่อเข้าสู่ค่ายโดยแล่นทะลุผ่านตึกบัญชาการ

รางรถไฟที่นำเหยื่อเข้าสู่ค่ายโดยแล่นทะลุผ่านตึกบัญชาการ
รางรถไฟนี้สร้างแยกออกมาจากรางรถไฟหลักที่แล่นผ่านบริเวณใกล้ๆ


รางรถไฟในค่าย

รางรถไฟเมื่อแล่นเข้ามาถึงค่ายแล้วก็จะแยกไปยังพื้นที่ที่จะให้นักโทษ
ลงจากตู้รถไฟและทำการคัดเลือก(ที่บริเวณพื้นดินทางขวามือ)


หอตรวจการณ์ภายในค่าย

หอตรวจการณ์ภายในค่ายสำหรับตรวจดูการลงจากตู้รถไฟของบรรดานักโทษ


บริเวณในค่าย ถ่ายไปที่ตึกบัญชาการค่าย

บริเวณในค่าย ถ่ายไปที่ตึกบัญชาการค่าย
จะทำการคัดเลือกนักโทษเพื่อให้ไปทำงาน
และให้ไปเข้าห้องก๊าซพิษจากทางด้านขวามือไปทางด้านซ้ายมือ