เก้าสิบหกชีวิตบนรถด่วนมรณะ
เวรหรือกรรมใดไม่ทราบที่มาดลบันดาลให้ดิฉันทำอะไรผิดพลาดอย่างมหันต์ถึงขนาดนั้น ดิฉันปฏิเสธไม่ได้เลยว่าตนเองไม่ได้มีส่วนร่วมในการทำลายชีวิตของบิดามารดาผู้บังเกิดเกล้าพร้อมกับบุตรชายอีกสองคนของตัวเองไป ชาวโลกคงเข้าใจว่าดิฉันไม่ทราบ แต่ความรู้สึกอันปวดร้าวในส่วนลึกมันย้ำเตือนอยู่ตลอดเวลาว่า ดิฉันรู้เห็นเหตุการณ์ดีและก็น่าจะช่วยชีวิตของคนเหล่านี้เอาไว้ได้ แต่อนิจจา...
เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1944 ภายหลังจากจอมเผด็จการฮิตเล่อร์สั่งบุกโปแลนด์ได้เกือบห้าปี ตอนนั้นหน่วยตำรวจลับ เกสตาโป ของเยอรมันได้เข้าไปมีอิทธิพลทั่วทุกหนทุกแห่ง ประเทศเยอรมันได้กลายเป็นประเทศมั่งคั่งร่ำรวยขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เพราะผลจากการแย่งชิงริบเอาทรัพย์สินมูลค่ามหาศาลไปจากชาวยุโรป ขณะนั้นเยอรมันได้แผ่อิทธิพลเข้าไปครอบครองพื้นที่ยุโรปถึงสองในสาม
พวกเราอยู่ที่เมืองครูซ เมืองหลวงของแคว้นทรานซิลวาเนีย ซึ่งในขณะนั้นมีประชากร 1 แสนคน เคยเป็นเมืองขึ้นของประเทศโรมาเนีย แต่ตามข้อตกลงกรุงเวียนนา ปี ค.ศ. 1940 ได้เปลี่ยนมือไปเป็นเมืองขึ้นของประเทศฮังการี ซึ่งเป็นหนึ่งในประดาประเทศ บริวารกลุ่มใหม่(New Order) ของประเทศเยอรมันนั่นเอง ความจริงแล้วคนเยอรมันได้กลายเป็นนายเหนือหัวของประเทศบริวารเหล่านี้เสียมากกว่า แม้ว่าสมัยนั้นไม่มีใครคิดว่ามันจะเป็นไปได้ แต่เรากลับมีความรู้สึกว่าความคาดหมายคงเป็นจริงในไม่ช้า อย่างไรก็ตาม เราก็พยายามเก็บความรู้สึกเกรงกลัวเอาไว้ ยังคงออกไปปฏิบัติงานประจำวันกันตามปกติ โดยพยายามหลีกเลี่ยงการพบปะกับชาวเยอรมัน เพราะเราทราบดีว่า ไม่มีวันที่จะได้รับความเมตตาปรานีจากชาวเยอรมันผู้โหดเหี้ยม ซึ่งก็ไม่เพียงแต่ผู้ชายเยอรมันเท่านั้น แม้แต่ผู้หญิงก็มีลักษณะเหมือนๆกัน ซึ่งเราเรียนรู้ในภายหลังว่า มีความโหดเหี้ยมไม่แพ้ผู้ชาย เพียงแต่ตอนนั้นยังไม่มีใครมาเล่าถึงความโหดเหี้ยมให้ได้ยินเท่านั้นเอง
สามีของดิฉันชื่อ ไมครอส เลงเยล เป็นทั้งเจ้าของและผู้อำนวยการโรงพยาบาลเอกชนชื่อ สถานพยาบาลหมอเลงเยล ซึ่งลักษณะของโรงพยาบาลเป็นอาคารสองชั้นทันสมัย ขนาดจุเตียงคนไข้ได้ 70 เตียง เราสองคนได้สร้างกันมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1937 สามีของดิฉันเคยเรียนวิชาแพทย์ที่กรุงเบอร์ลินประเทศเยอรมัน ขณะที่เรียนอยู่นั้น ก็ได้ใช้เวลาส่วนใหญ่เปิดคลินิกรักษาคนป่วยเพื่อการกุศลด้วย เขาเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านศัลยกรรมทั่วไปและนรีเวชศาสตร์ ชอบอุทิศตนให้กับวิชาชีพ จนเป็นที่นับถือและรู้จักกันอย่างกว้างขวาง แต่เขาก็ไม่ได้สนใจเรื่องการเมือง แม้ว่าจะเข้าใจเป็นอย่างดีว่าเรากำลังตกอยู่ในห้วงชะตากรรมที่ต้องเผชิญกับมหาภัยรอบด้านที่จะต้องพยายามฟันฝ่าต่อสู้กับมันอยู่เสมอก็ตาม แต่ในความเป็นจริงแล้ว เขาแทบไม่มีว่างพอที่จะสนใจเหตุการณ์ภายนอกมากนัก ทั้งนี้เพราะวันหนึ่งๆมีคนไข้ที่จะให้การดูแลรักษาถึง 120 ราย ต้องขลุกอยู่ในห้องผ่าตัดตั้งแต่เช้าจนกระทั่งดึกดื่น ขณะนั้นเมืองครูซเป็นเมืองที่กำลังเจริญรุ่งเรืองขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเราต่างรู้สึกภาคภูมิใจมากที่ได้มีโอกาสดำเนินกิจการโรงพยาบาลที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองนี้
ส่วนตัวดิฉันเองนั้นก็ได้อุทิศตนเพื่อการรักษาพยาบาลอย่างเต็มที่ ดิฉันเคยศึกษาวิชาแพทย์ในมหาวิทยาลัยเมืองครูซมา จึงมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเป็นศัลยแพทย์ผู้ช่วยมือหนึ่งของสามีได้ ซึ่งก็ได้ช่วยงานสารพัดในโรงพยาบาลมาตลอด นับตั้งแต่มีส่วนในการออกแบบตกแต่งภายใน ตลอดจนทำหน้าที่นัดหมายคนไข้ให้สามี แม้ว่าจะมีอาชีพทำงานนอกบ้านอย่างไร แต่มันก็ไม่เป็นส่งน่าภาคภูมิใจ มากเท่ากับการมีครอบครัวเล็กที่แสนดี เรามีบุตรชายด้วยกันสองคน คนหนึ่งชื่อ โธมัส อีกคนหนึ่งชื่อ อาร์วัด ดิฉันเคยคิดว่าคงไม่มีใครมีความสุขเท่ากับเราอีกแล้ว ในบ้านพักของเรามีบิดามารดาผู้บังเกิดเกล้ากับคุณปู่ของดิฉันมาอยู่ด้วย สำหรับคุณปู่นั้นท่านชื่อ ศาสตราจารย์ นายแพทย์เอลเฟอร์ อลาดาร์ ซึ่งเป็นแพทย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง เคยทำงานวิจัยเกี่ยวกับโรคมะเร็งมาก่อน
ในช่วงปีแรกๆที่เกดสงคราม เราอยู่กันอย่างสงบสุข แต่เมื่อได้ทราบข่าวชัยชนะไม่มีสิ้นสุดของกองทหารนาซี ก็ต่างรู้สึกตื่นตระหนก เพราะเมื่อกองทหารอาสาสมัครไรค์ซีเวร์ของเยอรมันบุกยึดดินแดนต่างๆได้มากขึ้นๆ ประดานายแพทย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งศัลยแพทย์เก่งที่ทำหน้าที่ให้บริการรักษาแก่พลเรือนก็มีจำนวนลดน้อยลงไปทุกที ส่วนใหญ่ถูกเกณฑ์ให้ไปปฏิบัติหน้าที่ตามแนวรบ สามีของดิฉันแม้ว่าตามปกติจะเป็นคนสุขุมเงียบขรึม แต่ก็อดจะวิพากษ์วิจารณ์การกระทำอย่างไร้มนุษยธรรมของทหารเยอรมันในสมัยนั้นไม่ได้ แม้ว่าจะวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้กับคนใกล้ชิดเท่านั้นก็ตาม แต่ในยามหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนั้น เราไม่มีทางทราบได้เลยว่าใครเป็นใคร ซึ่งบางทีคำวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าวอาจไปเข้าหูของทหารเยอรมันบ้างก็ได้ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่เมืองครูซ ก็ยังมี่ได้จัดการอะไรกับสามีของดฉัน ยังคงปล่อยให้อยู่เป็นปกติสุขต่อไป
ในช่วงต้นฤดูหนาวปี ค.ศ. 1939 เราได้ทราบระแคะระคายถึงเรื่องราวที่เกดขึ้นในดินแดนที่พวกนาซีเข้ายึดครอง เพราะในขณะนั้นเราได้จัดที่พักอาศัยให้แก่ผู้ลี้ภัยชาวโปแลนด์ ที่หลบหนีจากบ้านเกิดเมืองนอนมาภายหลังจากกองทัพโปแลนด์ถูกกองทัพนาซีปิดล้อม ก็ได้ฟังคนเหล่านี้เล่าเรื่องราวต่าง เลยเกิดความเห็นอกเห็นใจอยากช่วยเหลือเขาในยามตกทุกข์ได้ยาก แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่ถึงกับปักใจเชื่อทุกส่งทุกอย่างที่ได้ฟังมา เพราะคดว่าพวกเขาอาจจะตีโพยตีพายพูดเกินความจริงไปก็ได้
ในปลายปี ค.ศ. 1943 ก็ได้ทราบข่าวอันน่าสะพรึงกลัวว่า มีการสังหารหมู่ในค่ายกักกันเชลยในประเทศเยอรมัน แต่อีกนั่นแหละก็ยังไม่เชื่อทันทีว่า เรื่องราวอันน่าสะพรึงกลัวเช่นนั้นจะมีอยู่จริง ซึ่งก็คงเหมือนกับท่านผู้อ่านที่กำลังติดตามเรื่องราวที่ดิฉันกำลังเล่าอยู่นี้ หลายท่านคงจะไม่ยอมเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง ใช่ไหมคะ ? ในช่วงนั้นเราคงเห็นว่า ประเทศเยอรมันเป็นชาติที่มีวัฒนธรรมสูงส่ง กำลังเผยแพร่วัฒนธรรมอันสูงส่งนี้ออกไปสู่ประเทศต่างๆในโลก หากเรื่องโหดเหี้ยมทารุณที่เล่าลือกันนั้นเป็นความจริงแล้ว ก็คงเป็นการกระทำอันป่าเถื่อนของคนบ้าๆกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเพียงหยิบมือเดียว มันคงไม่ใช่นโยบายระดับชาติของเยอรมันที่จะสั่งการให้ทำเช่นนั้น เราเชื่อว่าประเทศเยอรมันคงไม่มีแผนครอบครองโลก เห็นไหมคะว่า ในช่วงนั้นเรามีความเข้าใจประเทศเยอรมันน้อยมากทีเดียว
นายทหารเยอรมันยศพันตรีคนหนึ่งจากกองทัพส่วนหน้าซึ่งเคยมาพักอยู่ที่บ้านเรา ได้เล่าถึงงงงงความโหดร้ายทารุณที่ประเทศของเขากระทำต่อประเทศต่างๆในยุโรป แต่ถึงกระนั้น เราก็ยังไม่เชื่อว่าเป็นความจริง ดิฉันกลับเข้าใจไปว่า นายทหารมีการศึกษาสูงผู้นี้คงจะพยายามหลอกเราให้ตื่นตระหนกเล่นๆไปอย่างนั้นเอง เราเลยพยายามที่จะแยกตัวไม่สุงสิงด้วย จนกระทั่งเย็นวันหนึ่ง เขาได้แจ้งความประสงค์ว่าต้องการจะปรึกษาหารืออะไรบางอย่างด้วย ซึ่งอันที่จริงแล้วก็ต้องการจะพูดคุยกับเราเท่านั้นเอง ซึ่งยิ่งพูดเขาก็ยิ่งแสดงความขมขื่นและอิดหนาระอาใจ โดยเล่าว่าเมื่อได้รับคำสั่งให้ไปประจำการในประเทศใด ก็สังเกตได้ว่า ทั่วทุกหนทุกแห่งประชาชนของประเทศนั้นๆจะมองเขาด้วยดวงตาที่แสดงออกถึงความจงเกลียดจงชัง แม้แต่สมาชิกในครอบครัวของเขาเองก็มักต่อว่าต่อขานว่า ส่งของที่เขาคดโกงปล้นชิงได้แล้วส่งกลับไปให้ครอบครัวที่บ้านเยอรมันนั้นมันน้อยไป ซึ่งแตกต่างจากทหารเยอรมันคนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นพลทหารหรือนายทหาร ต่างก็ส่งของมีค่ากลับไปบ้านของตนมากมาย ซึ่งมีทั้งทองคำ เพชรพลอย เสื้อผ้า ศิลปวัตถุ และอาหารแห้งต่างๆ
ดิฉันได้ฟังนายทหารผู้นี้เล่าให้ฟังถึงความอัดอั้นตันใจในตอนที่เขาสั่งทหารในบังคับบัญชาให้เดินไปตามถนน ซึ่งสองข้างเต็มไปด้วยซากศพที่ถูกแขวนห้อยโตงเตงแลดูน่าเกลียดน่ากลัว เขาได้เล่าต่อไปว่า ทหารเยอรมันได้สร้างรถบรรทุกชนิดหนึ่งไว้สำหรับสังหารนักโทษด้วยก๊าซพิษ ทั้งยังได้สร้างค่ายขนาดมหึมาไว้สังหารชนกลุ่มน้อย ซึ่งมีจำนวนนับล้านๆคน
ต่อมาส่งที่เราพากันวิตกและหวาดผวาก็มาถึง มันเป็นเหตุการณ์ซึ่งดิฉันมั่นใจว่าเป็นสิ่งเตือนภัยอย่างหนึ่ง เหตุการณ์สำคัญนี้เกิดขึ้นในตอนต้นปี ค.ศ. 1944 คือ วันหนึ่ง สามีของดิฉันถูกเชิญไปที่สถานีตำรวจ โดยเจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสเป็นผู้ทำการสอบสวน สามีถูกตั้งข้อหาว่าบอยคอตผลิตภัณฑ์ยาของเยอรมันในโรงพยาบาล
สมัยนั้น มีผู้แทนของบริษัทไบเออร์เยอรมัน ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนไม่น้อยที่เป็นสมาชิกลับของหน่วยสืบราชการเอสเอส ได้เข้ามาอยู่ในทรานซิลวาเนีย ซึ่งพวกนี้เข้ามาในรูปของผู้แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว หรือไม่ก็มาเพื่อขยายกิจการค้าของบริษัทไบเออร์ คนพวกนี้ได้สร้างข่ายงานจารกรรมในด้านต่างๆ ตอนนั้นข่าวลือแพร่สะพัดทั่วไปว่า มีเอสเอสกลุ่มหนึ่งคอยติดตามความเคลื่อนไหวของชายคนหนึ่ง เป็นเจ้าของโรงพยาบาลใหญ่แห่งหนึ่งในเมืองครูซ โดยสงสัยว่าชายคนนี้เป็นศัตรูของประเทศเยอรมัน ซึ่งบุคคลดังกล่าวนี้ไม่ใช่ใครที่ไหนก็คือสามีของดิฉันนี่เอง
นับว่าโชคยังเข้าข้างเราอยู่ ที่คุณหมอเลงเยลสามีของดิฉันสามารถให้ปากคำได้ดีพอสมควร จึงได้รับการปล่อยตัวโดยไม่ถูกหน่วยเอสเอสเล่นงาน เราเห็นพ้องต้องกันว่า ที่สามีถูกสอบปากคำคราวนี้ก็เพราะมีคนคอยส่อเสียดและปรักปรำ ซึ่งมั่นใจว่าคงจะเป็นคนงานกลุ่มหนึ่งที่เคยทำงานในโรงพยาบาลของเรานั่นเอง
เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เราต้องระมัดระวังตัวเพื่อเตรียมรับเหตุการณ์ครั้งต่อไปที่จะติดตามมา แต่เราก็คาดการณ์ไม่ออกว่า นายเหนือหัวชาวเยอรมันเหล่านั้นได้วางแผนอะไรไว้บ้าง เขาได้วางกับดักเราเอาไว้หลายอย่างแต่ก็เหนื่อยเปล่า เพราะเราไม่ได้หลงกลเข้าไปติดกับดักเหล่านั้นเลย
ในสัปดาห์แรกของเดือนพฤษภาคม ปี ค.ศ. 1944 คุณหมอเลงเยลได้รับหมายเรียกตัวไปที่สถานีตำรวจอีกครั้ง ซึ่งดิฉันหวั่นใจตั้งแต่ตอนที่เขาเดินออกจากคลินิกแล้ว เมื่อไม่เห็นเขากลับบ้าน ก็ได้ไปถามข่าวคราวจากที่ต่างๆ มันเหมือนความฝันจริงๆ เพราะไปได้ข่าวมาว่า สามีกำลังจะถูกเนรเทศไปอยู่ประเทศเยอรมันอย่างกะทันหัน
ดิฉันรู้สึกตกใจและวิตกกับข่าวนี้มาก และในที่สุดก็ได้ข่าวเพิ่มเติมมาว่า สามีจะถูกส่งไปเยอรมันพร้อมกับขบวนรถไฟเที่ยวที่จะออกเดินทางภายในหนึ่งชั่วโมงข้างหน้า
ดิฉันคิดอย่างไรหรือคะ ? สามีของดิฉันเป็นศัลยแพทย์มีชื่อเสียง ในขณะนั้นในประเทศเยอรมันกำลังขาดแคลนแพทย์ ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เขากำลังจะถูกส่งไปทำงานในโรงพยาบาลหรือคลินิกแห่งใดแห่งหนึ่งที่นั่น เมื่อดิฉันถามเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบว่า จะไปอยู่ที่ไหน คำตอบที่ได้รับคือการยักไหล่ส่ายหน้า แสดงว่าไม่มีใครสามารถล่วงรู้ได้ เมื่อถามต่อไปว่าทางการจะอนุญาตให้ดิฉันร่วมเดินทางไปกับสามีได้หรือไม่ ? เจ้าหน้าที่เอสเอสบอกว่าไม่ขัดข้อง หากจะไปด้วยก็ไม่มีใครว่าอะไร ที่จริงแล้วเจ้าหน้าที่เอสเอสบอกด้วยซ้ำไปว่ามันไม่มีอะไรที่ต้องน่ากลัว พร้อมกันนั้นก็ได้กล่าวปลอบโยนและส่งเสริมให้ดิฉันเดินทางไปเยอรมันกับสามีด้วยซ้ำไป
ดิฉันได้ตัดสินใจอย่างฉับพลันที่จะร่วมเดินทางไปกับสามี ถึงแม้ว่าจะต้องเผชิญกับความยากลำบากนานัปการและแม้ว่าชีวิตที่เคยสะดวกสบายอาจจะต้องส้นสุดลงก็ตามที การที่จะต้องพลัดพรากจากกันนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่เลวร้ายย่งกว่าความลำบากที่รอคอยอยู่ข้างหน้า สงครามจะดำเนินต่อไปอีกนานสักกี่เดือนหรือกี่ปีก็ไม่มีใครทราบได้ และแนวรบก็คงจะเคลื่อนไกลออกไปเรื่อยๆ ซึ่งหากแยกกันอยู่ เราคงต้องตัดขาดจากกันชั่วนิจนิรันดร์ การเดินทางไปด้วยกันนั้นอย่างน้อยก็จะทำให้ทราบชะตากรรมร่วมกัน เพราะอดีตที่ผ่านมาของเราเต็มไปด้วยความรักและความอบอุ่น ซึ่งดิฉันได้อยู่เคียงข้างสามีตลอด ดังนั้นในอนาคตดิฉันจึงน่าจะต้องปฏิบัติเช่นเดียวกัน
ดิฉันตัดสนใจเช่นนี้ทั้งๆที่ยังไม่รู้ชะตากรรมในอนาคตว่าจะเป็นเช่นไร แต่ก่อนที่ชั่วโมงอันระทึกใจนั้นจะผ่านพ้นไป ดิฉันได้กลับไปบ้านเพื่อบอกข่าวร้ายที่จะต้องจากไปนี้แก่บิดามารดาบังเกิดเกล้ากับลูกๆสองคนของดฉัน
บดามารดาของดิฉัน ได้พยายามคัดค้านไม่ให้ดิฉันเดินทางไปกับสามี “คดดูให้ดีนะลูก” บิดาซึ่งอดีตเคยเป็นผู้อำนวยการเหมืองถ่านหินทรานซิลวาเนียให้เหตุผล “หากสามีของลูกถูกเกณฑ์ให้ไปเป็นทหารอยู่ในกองทัพ ลูกคงติดตามไปอยู่กับเขาไม่ได้หรอกนะ”
ดิฉันยังยืนยันเป็นกระต่ายขาเดียวว่าจะต้องไปให้ได้ พราะอย่างน้อยที่สุดก็ได้รับคำมั่นสัญญาจากนายทหารเยอรมันแล้วไม่ใช่หรือว่าจะไม่มีอันตรายใดๆ ในการติดตามสามีไปในครั้งนี้ เราไม่มีเวลาถกเถียงกันต่อไปอีกแล้ว เวลาหนึ่งชั่วโมงกำลังใกล้หมดอยู่รอมร่อ บิดามารดาเมื่อเห็นว่าไม่สามารถทำให้ดิฉันเปลี่ยนใจได้ ท่านเลยตัดสินใจร่วมเดินทางไปกับเราด้วย แน่นอนเหลือเกินเราไม่สามารถทิ้งลูกสองคนไว้ได้ เขาจำเป็นต้องเดินทางไปพร้อมกับเราด้วย เรารีบเก็บสิ่งของมีค่าบางชิ้น รวมทั้งสิ่งของจำเป็นสำหรับการเดินทางลงกระเป๋า รีบจับแท็กซี่เพื่อไปสมทบกับสามี ซึ่งขณะนั้นถูกคุมตัวอยู่ในคุกชั่วคราว
เราไม่รู้ตัวเลยว่าถูกหลอก จนกระทั่งเมื่อไปยืนรวมกันอยู่ที่ชานชาลาสถานีรถไฟนั่นแหละ จึงได้เห็นเพื่อนบ้านและญาติมิตรของเราก็ไปรวมกันอยู่ที่นั่นด้วย ผู้ชายคนอื่นๆอีกเป็นจำนวนมากถูกจับเหมือนกับที่เขาจับสามีของดิฉัน และครอบครัวก็ถูกชักชวนให้ร่วมเดินทางไปด้วย แต่ในขณะนั้นยังไม่มีใครนึกอะไรมากนัก ขณะที่เกิดความสงสัยแปลกใจสมองหนักอึ้งมืดแปดด้านไม่ทราบว่าจะหันหน้าไปถามใครอยู่นั้น ทันใดนั้นเองเราเห็นทั่วบริเวณสถานีรถไฟมีทหารหลายร้อยคนถือปืนรายล้อมอยู่อย่างหนาแน่น สายไปเสียแล้วสำหรับใครที่คิดเปลี่ยนใจเดินทางกลับบ้าน เราต่างจับมือกันแน่นพยายามสงบสติอารมณ์เพื่อไม่ให้พวกเด็กๆเกิดความหวาดกลัว
เราได้พบกับภาพที่เกิดขึ้นราวับภาพในฝันร้าย ที่ชานชาลามีรถไฟขบวนยาวเหยียดจอดรออยู่ มันไม่ใช่รถไฟโดยสารแบบที่เคยเห็นกันทั่วไป แต่มันเป็นรถไฟที่ใช้บรรทุกสัตว์ ซึ่งแต่ละตู้แออัดยัดเยียดไปด้วยผู้คนที่ถูกเนรเทศมา เสียงตะโกนโหวกเหวกและเสียงร้องไห้ด้วยความหวาดกลัวของพวกเขา ทำให้เรารู้สึกใจหายและตื่นเต้นตกใจยิ่ง แต่ละตู้มีป้ายบ่งบอกว่ามาจากที่ต่างๆทั้งจากประเทศฮังการี ยูโกสลาเวีย และโรมาเนีย แต่ไม่มีใครทราบว่ารถไฟขบวนนี้เริ่มเดินทางจากประเทศใด และจะไปสิ้นสุดที่จุดหมายปลายทาง ณ ที่ใด
ครั้นวาระของเรามาถึง เราก็สุดที่จะดื้อดึงขัดขืนได้ พวกทหารได้เข้ามาผลักให้ขึ้นรถไฟ ในช่วงนี้เราดูไม่ผิดอะไรกับแพะหรือแกะ ที่ถูกบีบบังคับให้ปีนขึ้นไปในตู้บรรทุกสัตว์ที่ยังว่างอยู่ เมื่อเข้าไปอยู่ในตู้รถไฟแล้ว เราก็ได้แต่เพียงพยายามที่จะอยู่ด้วยกันอย่างสงบ ทันทีที่ประตูรถไฟถูกกระแทกปิดเสียงดังโครมคราม ดิฉันจำไม่ได้ว่าเราร้องไห้หรือตะโกนกันแน่ แล้วรถไฟก็เคลื่อนขบวนออกจากสถานีทันที
เก้าสิบหาชีวิตที่ถูกอัดเข้าไปในตู้รถไฟตู้นี้ ซึ่งจำนวนหนึ่งเป็นเด็ก ต่างก็ห่อตัวเบียดเสียดกันจนไม่มีที่ว่าง เก้าสิบหกชีวิตรวมทั้งผู้ใหญ่ชายหญิงและเด็กๆแออัดกันอยู่ในตู้รถไฟ ที่เดิมใช้สำหรับบรรทุกม้าเพียงแปดตัวเท่านั้น ก็ดูไม่เลวเกินไปใช่ไหมคะ?
ในตู้รถไฟแออัดมากถึงขนาดพวกเราจำนวนครึ่งหนึ่งไม่มีที่พอจะนั่ง มันแสนจะทรมานอะไรอย่างนั้น ดิฉันสามีและลูกชายคนโตต้องยืนพิงกัน เพื่อให้มีที่ว่างสำหรับให้บิดาดิฉันนั่ง บิดาของดิฉันจำเป็นต้องพักผ่อนให้มากๆ เพราะท่านเพิ่งได้รับการผ่าตัดใหญ่ก่อนหน้านี้ไม่นานนัก
ชั่วโมงแรกๆผ่านไปโดยไม่มีปัญหา แต่พอชั่วโมงที่สองกำลังจะผ่านไป เราก็เริ่มรู้ว่า ความเป็นอยู่อย่างง่ายๆนี้มีปัญหาแทรกซ้อนขึ้นมาเสียแล้ว เนื่องจากตู้รถไฟขบวนนี้ไม่มีห้องน้ำ แต่ก็ยังโชคดีหน่อยที่แม่ลูกอ่อนหลายคนเห็นการณ์ไกลต่างได้นำกระโถนเด็กติดตัวมาด้วย ปัญหาเรื่องการเข้าห้องน้ำจึงพอแก้ไขไปได้ โดยใช้ผ้าห่มมาถึงเป็นม่านบังตากั้นไว้ที่มุมตู้รถไฟ ปัสสาวะลงในกระโถนถ่ายของพวกเด็กๆแล้ว ก็นำไปเททิ้งทางหน้าต่างบานเล็กๆ ซึ่งมีอยู่ในตู้รถไฟเพียงบานเดียว แต่ก็ไม่มีน้ำที่จะนำมาล้างกระโถน เราได้ร้องเรียกให้คนหาน้ำมาให้ แต่ก็ไม่มีใครนำมา รถไฟยังคงแล่นต่อไปโดยมุ่งหน้าไปยังทิศทางที่เราต่างก็ไม่ทราบจุดหมายปลายทางที่แท้จริง
.ในขณะที่การเดินทางยังดำเนินต่อไปอย่างไม่มีแววว่าจะส้นสุดนั้น ขบวนรถไฟมรณะโคลงเคลงไปตามแรงสั่นสะเมือนอยู่แทบไม่ขาดระยะ ส่วนทางด้านธรรมชาติก็ช่างโหดร้ายไม่เป็นใจช่วยเหลือเอาเสียเลย แสงอาทิตย์ในฤดูร้อนแผดเผาจนฝาเหล็กตู้รถไฟร้อนระอุ กระทั่งอากาศข้างในอุดอู้แทบจะหายใจไม่ออก ภายในตู้ก็แทบจะมืดมิด เพราะแสงสว่างข้างนอกสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างบานเล็กๆเท่านั้น ไม่พอที่จะทำให้ภายในตู้สว่างได้เท่าที่ควร ต้องทนอึดอัดอยู่นานกว่าจะเกิดความรู้สึกชิน
ผู้ร่วมชะตากรรมที่เดินทางไปกับเราครั้งนี้ ส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลางและชนชั้นสูง ล้วนมีตำแหน่งหน้าที่การงานดีๆด้วยกันทั้งนั้น หลายคนเป็นนายแพทย์ เป็นวิศวกร เป็นสถาปนิก เป็นนักวิทยาศาสตร์ ส่วนคนอื่นๆก็ล้วนมีอาชีพเป็นหลักเป็นฐานทั้งนั้น ซึ่งต่างก็พาสมาชกครอบครัวร่วมเดินทางมาด้วย ในตอนแรกๆแม้ว่าเราจะประสบชะตากรรมอันเลวร้าย แต่ทุกคนก็พยายามเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน แต่ครั้นเวลาล่วงเลยไปอีกหลายชั่วโมง บรรดาผู้ดีแปดสาแหรกหลายกลุ่มก็วาดลวดลายออกมา โดยครั้งแรกก็กระทบกระทั่งกันเล็กๆน้อยๆแต่ต่อมาได้กลายเป็นเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันอย่างรุนแรง ด้วยเหตุนี้บรรยากาศในตู้รถไฟจึงได้เริ่มเลวร้ายมากขึ้นตามลำดับ
พวกเด็กๆร้องไห้กันกระจองอแง คนป่วยก็ครวญครางกันเอ็ดอึง ส่วนคนชราก็พากันบ่นจู้จี้ แม้แต่คนสุขภาพดีอย่างดิฉันก็เริ่มรู้สึกอึดอัด พาลหงุดหงิดอยู่บ่อยๆ การเดินทางครั้งนี้นับว่าเป็นการเดินทางที่แสนหฤโหด น่าสลดใจอย่างแทบไม่น่าเชื่อ สภาพการณ์เช่นเดียวกันนี้คงจะมีอยู่ทั่วทุกตู้ของรถไฟขบวนนี้ และก็น่าจะมีในขบวนรถไฟอื่นๆอีกหลายขบวนที่เดินทางจากทั่วทุกมุมของยุโรปด้วย ไม่ว่าจะเป็นรถไฟจากฝรั่งเศส อิตาลี เบลเยี่ยม ฮอลแลนด์ โปแลนด์ ยูเครน ประเทศต่างๆในแถบทะเลบอลติก(ลัตเวีย,ลิทัวนีย,เอสโตเนีย,ฟินแลนด์) และจากคาบสมุทรบอลข่าน(ยูโกสลาเวีย,โรมาเนีย, อัลเบเนีย,กรีซ,ตุรกี)ซึ่งแต่ละขบวนต่างก็เดินทางมุ่งหน้าไปยังจุดหมายปลายทาง ซึ่งเป็นดินแดนที่ไร้มนุษยธรรมแห่งเดียวกัน เราไม่มีโอกาสรู้เห็นปัญหาของคนเหล่านั้น ได้รู้ก็แต่เพียงปัญหาที่เรากำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้เท่านั้น
ในไม่ช้าสถานการณ์ก็เลวร้ายลงจนสุดที่จะทนทานได้ ทั้งผู้หญิงผู้ชายและเด็กต่างก็ดิ้นรนเพื่อหาที่นั่งที่นอนกันอย่างชุลมุน จนแลดูสับสนอลหม่านราวกับเป็นห้องขังของคนวิกลจริต
แต่ในที่สุด ทุกคนก็ค่อยๆมีอารมณ์เยือกเย็นลง เนื่องจากความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าและอ่อนเพลีย ความสงบเรียบร้อยจึงได้กลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง ดิฉันกับนายแพทย์อีกคนได้รับเลือกให้เป็นเป็นหัวหน้ากลุ่ม ซึ่งต้องรับหน้าที่หนักมาก คือมีหน้าที่ในการควบคุมและรักษาระเบียบวินัยรวมทั้งสุขศาสตร์ขั้นพื้นฐาน ดูแลรักษาคนป่วย ช่วยระงับสตอารมณ์ของคนคุ้มคลั่ง ช่วยควบคุมผู้ที่บ้าคลั่งอย่างรุนแรง ที่สำคัญที่สุด ต้องมีหน้าที่รักษาขวัญและกำลังใจในหมู่พวกเรา ซึ่งเป็นภาระมอบหมายที่แทบจะทำไม่ได้ เพราะแม้แต่เราสองคนเองก็แทบจะถึงจุดส้นหวังอยู่เหมือนกัน
เราสามารถแก้ปัญหาได้ร้อยแปด แต่ปัญหาหนักที่สุดคือเรื่องอาหาร เพราะทหารเยอรมันที่ควบคุมมาไม่ให้อาหารอะไรแก่เราเลย ส่วนอาหารที่เรานำติดตัวมาก็เริ่มร่อยหรอลงไปเรื่อยๆ เพราะมันเป็นวันที่สามของการเดินทางเข้าไปแล้ว ดิฉันรู้สึกอึดอัดใจมาก ได้แต่รำพึงว่า ผ่านพ้นไปสามวันแล้วหรือนี่ ? ต้องเดินทางรอนแรมต่อไปอีกสักกี่วัน ? เรากำลังจะไปไหนกัน ?
ที่เลวร้ายยิ่งไปกว่านั้นก็คือ เราหลายคนพากันกักตุนอาหาร ไม่ยอมแบ่งปันให้คนอื่น เพราะต่างมีความเชื่อว่า ตนจะถูกใช้ให้ทำงานเมื่อไปถึงจุดหมายปลายทางแล้ว จึงจำเป็นที่จะต้องมีอาหารเผื่อไว้ หากอาหารที่จะได้รับแจกประจำวันไม่เพียงพอ ดิฉันสังเกตเห็นว่า สุขภาพพลานามัยของตนปกติได้เริ่มเสื่อมโทรมลงเรื่อยๆ ยิ่งผู้ที่อ่อนแออยู่ก่อนเมื่อตอนเริ่มออกเดินทางก็ยิ่งอ่อนแอและป่วยหนักยิ่งขึ้น ส่วนผู้ที่แข็งแรงมาแต่เดิมก็เริ่มอ่อนแอและเจ็บไข้ได้ป่วยไปตามๆกัน
หัวหน้าหน่วยเอสเอสที่คุมขบวนรถไฟนี้มา ได้มาปรากฏตัวที่หน้าต่างของตู้รถ แสดงกริยากักขฬะออกคำสั่ง
“ถอดนาฬิกาข้อมือของพวกแกมาให้ข้าสามสิบเรือนเดี๋ยวนี้ ถ้าไม่ยอมถอดพวกแกตาย”
เขามาเก็บ “ภาษี” ตามแบบฉบับของเยอรมันเป็นครั้งแรก ซึ่งเราจำต้องมอบสิ่งของมีค่าให้จนเป็นที่พอใจ โธมัส ลูกชายของดิฉันก็ยอมถอดนาฬิกาข้อมือให้กับเข้าด้วย นาฬิกาเรือนนี้เรามอบให้เป็นของขวัญมื่อครั้งที่แกสอบไล่ได้ประถมปีที่สาม
“ปากกาหมึกซึมและกระเป๋าเดินทางของพวกแกด้วย”
นั้นคือการเก็บ “ภาษี” ครั้งต่อมา
“ถอดเครื่องประดับทองหยองของพวกแกมาด้วย แล้วข้าจะหาน้ำดื่มให้พวกแกหนึ่งถัง”
ลองคิดดูซิคะ น้ำหนึ่งถังต่อจำนวนคน 96 คน และในจำนวนนี้เป็นเด็กเล็กๆเสีย 30 คน ซึ่งก็หมายความว่าแต่ละคนจะได้ดื่มน้ำกันเพียงคนละไม่กี่หยด และเป็นการดื่มครั้งแรกในช่วงเวลา 24 ชั่วโมงของวันนี้ด้วย
“ขอน้ำๆ” คนป่วยร้องระงมเมื่อถังน้ำถูกหย่อนลงมาจากหน้าต่าง
ดิฉันมองไปทางโธมัสลูกชายคนเล็ก เห็นกำลังจ้องมองไปที่ถังน้ำ ริมฝีปากแห้งผาก แกหันกลับมามองตาดิฉัน ซึ่งคงจะทราบว่าทุกคนต่างต้องการน้ำด้วยกันทั้งนั้น ดิฉันเห็นลูกกลืนน้ำลายแต่ไม่ยอมขอ และไม่มีใครแบ่งให้ เพราะมีคนกระหายต้องการดื่มยิ่งไปกว่าแก ดิฉันรู้สึกสงสารลูกอย่างจับใจจนน้ำตาซึม แต่ก็มีความภูมิใจที่ลูกมีความอดทนเป็นเลิศ
ถึงตอนนี้ เรามีคนป่วยในตู้รถไฟเพิ่มขึ้น สองคนป่วยเป็นโรคกระเพาะ อีกสองคนเป็นโรคผิวหนัง และอีกหลายคนเป็นโรคบิด
เด็กเล็กๆ 3 คนที่นอนอยู่ใกล้ประตูตัวร้อนนอนซมเพราะพิษไข้ นายแพทย์คนหนึ่งเข้าไปตรวจอาการ แล้วถอดกรูดออกมาด้วยอาการตื่นตระหนก เพราะเด็กทั้งสามคนเป็นไข้อีดำอีแดง ซึ่งเป็นโรคติดต่อร้ายแรงชนิดหนึ่ง
ดิฉันได้ยินแล้วรู้สึกขนลุก เพราะในสถานที่คับแคบอับๆปิดตายอย่างในตู้รถไฟเช่นนี้ มีทางที่ทุกคนจะติดเชื้อไข้อีดำอีแดงนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น
แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะแยกเด็กทั้งสามคนออกไปอยู่ที่อื่น วิธีที่พอจะยับยั้งการแพร่กระจายของโรคที่สามารถทำได้มีวิธีเดียวเท่านั้น คือให้ผู้ที่อยู่ใกล้ๆนอนหันหลังให้เด็กทั้งสามคนนั้น
ตอนแรกๆทุกคนก็พยายามที่จะอยู่ห่างจากคนป่วย เพื่อหลีกเลี่ยงการติดเชื้อ แต่เมื่อผ่านไปหลายวัน ก็ไม่สนใจอันตรายที่จะเกิดจากโรคนั้นอีกต่อไป
วันต่อมา คฤหบดีชั้นนำจากเมืองครูซคนหนึ่งได้เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจวาย บุตรชายซึ่งเป็นแพทย์เข้าไปนั่งคุกเข่าอยู่ข้างๆบิดาตลอดเวลา แต่เมื่อขาดยารักษาโรคและเครื่องมือแพทย์ที่ดีพอ นายแพทย์ผู้นั้นก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่นั่งมองดูบิดาตายไปต่อหน้าต่อตา ขณะที่รถไฟกำลังแล่นไปอย่างไม่หยุดยั้ง
เขาได้แสดงออกถึงการมีกตัญญุตาธรรม โดยการพึมพำกล่าวนำบทสวดส่งวิญญาณศพให้แก่บิดา ด้วยความโศกเศร้าน้ำตาคลอเบ้า อีกหลายคนก็พากันประสานเสียงสวดมนต์ด้วยความเต็มใจ มันเป็นภาพชวนสังเวชใจที่สุด จนดิฉันก็ร้องไห้ตามไปด้วย
เมื่อรถไฟจอดที่สถานีถัดไป ประตูถูกเปิดออกพร้อมกับมีทหารเยอรมันคนหนึ่งก้าวขึ้นมาบนตู้รถไฟ บุตรของชายผู้วายชนม์ร้องบอกทหารคนนั้นว่า
“มีศพคนตายอยู่ในตู้นี้ เป็นศพคุณพ่อของผมเอง”
“เก็บศพของพวกแกไว้เถอะ” ทหารเยอรมันอีกคนหนึ่งหันกลับมาตะโกนบอกด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม
“อีกหน่อยพวกแกจะมีศพให้เก็บเพิ่มขึ้น”
เรารู้สึกสะเทือนใจกับการกระทำของทหารเยอรมัน ผู้ใจไม้ไส้ระกำคนนี้ ก็ได้แต่คิดว่า เมื่อถึงตอนที่มีศพคนตายเพิ่มขึ้นมากๆ เราคงเกิดความชาชินกับความใจร้ายของคนเยอรมันไปเอง
“สิ้นสุดกันที” ชายคนหนึ่งพูดออกมาด้วยสีหน้าหมดอาลัยตายอยาก ในขณะที่ปิดเปลือกตาของภรรยาสุดที่รักซึ่งเพิ่งจากไปอย่างไม่มีวันกลับ
“ตายละสิ เราจะต้องเดินทางต่อไปอีกนานเท่าใดนะ” คุณแม่คนหนึ่งร้องไห้ฟูมฟาย ขณะก้มตัวลงไปโอบกอดบุตรสาววัย 18 ปี ซึ่งกำลังป่วยหนักอาการร่อแร่น่าวิตก วันนั้นเป็นวันที่ 5 หรือวันที่ 6 ของการเดินทาง ดิฉันจำไม่ได้เสียแล้ว
ตู้รถไฟบรรทุกสัตว์ ได้กลายสภาพเป็นโรงฆ่าสัตว์ไปโดยปริยาย มีการสวดส่งวิญญาณศพบ่อยครั้ง ท่ามกลางบรรยากาศเศร้าสลดวังเวง พวกทหารหน่วยเอสเอสของเยอรมัน ไม่ยอมให้ฝังหรือเคลื่อนย้ายศพโดยเด็ดขาด เราจำต้องทนอยู่กับซากศพเหล่านั้นโดยไม่มีทางหลีกเลี่ยง ผู้ที่ร่วมเดินทางอยู่ในตู้รถไฟนี้จึงมีทั้งคนตาย คนป่วยโรคติดต่อ คนที่ระทมทุกข์เพราะโรคภัยไข้เจ็บคุกคาม คนกระหายน้ำ คนอดอาหาร และคนบ้า
ในวันที่ 7 เพื่อนของดฉันคนหนึ่งชื่อออลลี ได้พยายามฆ่าตัวตายด้วยการดื่มยาพิษ ออลลีเดินทางมาพร้อมกับบุตรสองคนและบิดามารดา แต่เดิมเธออยู่ที่กรุงเวียนนาแต่ได้ลี้ภัยมาอยู่กับสามีที่เมืองครูซ สามีมีอาชีพเป็นแพทย์เช่นกัน คนครอบครัวนี้ต่างอ้อนวอนขอให้นายแพทย์เลงเยลสามีของดิฉันช่วยชีวิตของเธอ
ในขั้นต้น สามีของดิฉัน จำเป็นต้องล้างท้องให้ออลลี ซึ่งจะทำได้ก็ต้องมีสายยาง แต่โชคดีอยู่หน่อยที่บิดาของดิฉันมีเครื่องสวนปัสสาวะติดตัวใช้เป็นประจำตั้งแต่เข้ารับการผ่าตัด ซึ่งเครื่องสวนปัสสาวะนี้ใช้อุปกรณ์สายยางด้วย สามีของดิฉันจึงได้เตรียมการที่จะใช้มันล้างท้องให้ ทั้งๆที่ไม่มีเครื่องมือทางการแพทย์อย่างอื่นๆ และก็ไม่มีแสงสว่างเพียงพอ ปัญหาเรื่องสายยางหมดไป แต่ปัญหาที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ จะหาน้ำมาจากที่ไหน ?
ที่จริงที่ก้นกระติกและขวดน้ำของบางคนยังมีน้ำที่กักตุนเอาไว้ แต่ก็ไม่มีใครยอมให้ง่ายๆ ต้องได้ใช้วิธีการทั้งปลอบและทั้งขู่ กว่าคนเหล่านั้นจะยอมช่วยกันเจียดน้ำให้
แม้จะเป็นไปด้วยความขลุกขลักทุลักทุเลสิ้นดี แต่การล้างท้องก็ประสบผลสำเร็จ สามารถช่วยชีวิตออลลีไว้ได้ชั่วขณะหนึ่ง แต่ในวันต่อมาเธอได้เสียชีวิตไปอย่างน่าเวทนายิ่ง
ตลอดระยะเวลาระหว่างการเดินทาง ดิฉันได้พยายามทำใจว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นภายในตู้รถไฟนั้น มันไม่ใช่เรื่องจริง ไม่ว่าจะเป็นคนตาย คนป่วยหนัก กลิ่นเหม็นชวนสะอิดสะเอียน และภาพอันน่าสยดสยองต่างๆ และเพื่อที่จะให้ลืมภาพเหล่านี้ จึงได้ขึ้นไปยืนบนกองกระเป๋าเดินทางโผล่หน้าออกไปทางหน้าต่าง ทอดสายตามองทัศนียภาพอันสวยสดงดงามในย่านชนบทของเมืองทาทรัส
สองข้างทางรถไฟเต็มไปด้วยป่าสน บางแห่งเป็นทุ่งหญ้าเขียวขจี บางแห่งเป็นทุ่งหญ้าสำหรับเลี้ยงสัตว์ บางแห่งก็มีบ้านหลังเล็กๆสวยงามปลูกเรียงรายอยู่สองข้างทางที่ผ่านไป ภาพความงดงามตามธรรมชาติก็ช่วยให้ลืมความเป็นจริงที่เกิดขึ้นภายในตู้รถไฟไปได้บ้าง
บางครั้งเมื่อรถไฟขบวนของเราผ่านสถานีที่มีขบวนรถไฟบรรทุกทหารและพยาบาลเป็นจำนวนมากจอดอยู่ พวกทหารเยอรมันได้แสดงกริยาอาการหยิ่งยโสโอหังวางอำนาจ พวกเขาจะดื่มเหล้ากันไม่ว่าจะรบแพ้หรือชนะ ไม่ว่าจะเป็นทหารดีๆหรือทหารบาดเจ็บ ต่างก็แสดงกิริยาอาการดูถูกเหยียดหยามพวกเรา ซึ่งถูกเนรเทศขังอยู่ในตู้รถไฟบรรทุกสัตว์มา เราหลายคนเคยได้ยินวาจาก้าวร้าวดูหมิ่นเช่นนั้นมาด้วยหูของตนเองจริงๆ ดิฉันเคยถามตัวเองว่า ทำไมนะคนในเครื่องแบบสีเขียวเหล่านั้นจึงพกไว้แต่ความโหดเหี้ยมและความจงเกลียดจงชังผิดมนุษย์ธรรมดาสามัญ ตลอดเวลาดิฉันไม่เคยเห็นพวกเขาแสดงความเห็นอกเห็นใจและความเมตตาปรานีต่อผู้อื่นเลย
ในที่สุด หลังจากเดินทางรอนแรมมาครบเจ็ดวันเจ็ดคืน รถไฟมฤตยูขบวนนี้ก็นำเรามาถึงจุดหมายปลายทางแห่งหนึ่ง แต่ที่นี่คือที่ไหน ? เป็นเมืองหรือเป็นป่า ? เขาจะจัดการกับเราอย่างไร? เหล่านี้คือคำถามที่ทุกคนกำลังหาคำตอบอยู่ ด้วยความตื่นเต้นและหวาดวิตก.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น